มีปัญหาต้นแขนต้นขาใหญ่ อยากลดเฉพาะจุดได้ไหม??

ลดไขมันต้นขา สาวๆหลายๆคนที่มีปัญหาต้นแขนต้นขาใหญ่ มักหาทางแก้โดยการหาตัวช่วยทางลัดอย่างยาลดน้ำหนัก หรือ หาท่าเฉพาะที่ช่วยลดเฉพาะสัดส่วนแต่ละที่เนื่องจากไขมันที่สะสมในร่างกายเรานั้นไม่เท่ากัน ส่วนที่ควรจะอยู่กลับไม่มีไปกองในที่ๆมันดันไม่ควรจะอยู่ ดังนั้นเราจึงสรรหาสารพัดวิธีเพื่อที่จะได้กำจัดส่วนที่เราไม่ต้องการนั้นออกไป

ถ้าใครที่ติดตามหรืออ่านบทความของดาวมาซักพักจะสังเกตเห็นว่าดาวย้ำหลายครั้งมากเกี่ยวกับการลดไขมันเฉพาะจุด หลายๆคนถามเข้ามาว่าต้นแขน ต้นขาใหญ่ ทำยังไงดีให้ลดลง ดังนั้นมาดูกันค่ะว่าวีธีลดแบบนี้ ทำได้จริงไหม ?

ลดไขมันต้นขา

หลายคนคงเคยได้ยินว่า ลดไขมันต้นขา เราสามารถลดเฉพาะสัดส่วนได้โดยการออกกำลังกายเฉพาะส่วนนั้นๆ เช่น หากขาใหญ่ แขนใหญ่ ก็ไปออกกำลังกายใช้ส่วนนั้นให้มากขึ้นกว่าเดิม ถามว่าจริงไหม ดาวขอตอบชัดๆว่า การออกกำลังกายส่วนนั้นจะเป็นการสร้างกล้ามเนื้อมากกว่าค่ะ ไม่ใช่การลดเฉพาะส่วน

ลดเฉพาะจุด

แต่ที่บางคนสังเกตุว่า อ้าวก็ทำแล้วเล็กลงแสดงว่าได้ผล ก็คงใช่ค่ะเพราะว่าเมื่อทำแล้วร่างกายจากที่ไม่เคยออกกำลังกายส่วนนั้นมาเลย เมื่อถูกใช้ แน่นอนว่าก็ต้องสร้างกล้ามเนื้อและกระชับขึ้น ( ที่เห็นเล็กลงเพราะเฟิร์มขึ้นค่ะ ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด แต่เป็นรูปเป็นร่างมากกว่าเดิมมากกว่า ) งั้นแสดงว่า ลดเฉพาะส่วนมีจริง? ดาวก็ยังต้องขออนุญาตเถียงค่ะว่าไม่มี

สิ่งที่ดาวอยากให้ทุกคนเข้าใจคือ การลดไขมัน หรือ ลดเฉพาะส่วนไม่มีจริงค่ะ การสร้างกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนนั้นอาจทำได้แต่การที่จะลดไขมันแต่ละส่วนออกไปนั้นทำไม่ได้แน่นอนค่ะ เพราะการลดไขมันเนี่ย เราจะไปบังคับว่าต้องลดส่วนนี้ ตรงนี้นะ ไม่ได้แน่นอนค่ะ

ลองคิดดูขณะที่เรารับประทานเข้าไปเราเองก็ยังไม่สามารถบังคับได้ว่าจะให้ไขมันไปกองที่ตรงไหน ฉะนั้นให้คิดแบบเดียวกันว่าเวลาเอาออกเราก็เลือกส่วนที่ต้องการจะกำจัดไม่ได้เหมือนกัน

ดาวจะสรุปสั้นๆให้นะคะว่า การไปเรียกว่า “ลดไขมันเฉพาะส่วน” หลักๆ เกิดจากการสับสนเมื่อเห็นอวัยวะส่วนที่ตัวเองสนใจเกิดการเข้ารูปกระชับ ได้สัดส่วน ซึ่งความจริงเกิดจากสัดส่วนตามธรรมชาติของกล้ามเนื้อบริเวณนั้น เมื่อกล้ามเนื้อถูกสร้างขึ้นมากเฉพาะที่ มันก็เข้าไปแทนที่ปริมาณไขมันที่เราเคยมีลดไขมันต้นขา

หลักการลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี & ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการลดน้ำหนัก !

วิธีลดไขมัน ทฤษฎีเกี่ยวกับการออกกำลังกายที่หลายคนต่างก็เชื่อจนกลายเป็นข้อเท็จจริงที่ฝังแน่นอยู่ในความรู้ของเรามาเป็นเวลานานนับร้อยปี การออกกำลังกายที่เรารู้ว่าจะต้องออกอย่างน้อย 30 นาทีขึ้นไป หรือการที่มีเหงื่อออกจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผอมลงได้ ไปจนถึงหลักการลดน้ำหนักด้วยวิธีอดอาหารก็ล้วนเป็นทางเลือกที่ผู้คนเลือกใช้ตามความเชื่อและความรู้ที่ได้รับมา ทว่าเรื่องราวเหล่านี้ยังมีบางส่วนที่ถูกบิดเบือนไปจากความจริง

วิธีลดไขมัน

เนื่องจากเป้าหมายของการออกกำลังกาย วิธีลดไขมัน คือ การกำจัดไขมันส่วนเกิน ดังนั้นน้ำหนักที่ลดลงไปจึงไม่ได้เป็นผลสรุปได้ว่าเราจะผอมลงได้และไม่กลับมาอ้วนอีก หากสังเกตให้ดีผู้หญิงที่ออกกำลังกายอย่างถูกวิธี กับผู้หญิงที่ออกกำลังกายแบบผิด ๆ เมื่อนำมาชั่งน้ำหนักพร้อมกัน พบว่าคนแรกมีน้ำหนักมากกว่า ส่วนคนที่สองมีน้ำหนักน้อยกว่า แต่เมื่อเทียบสัดส่วนกันแล้วกลับพบว่าคนแรกมีหุ่นที่ผอมเพรียวและกระชับ ส่วนคนที่สองกลับยังดูอวบอ้วน ลักษณะแบบนี้คงจะเป็นหนึ่งในความเชื่อผิด ๆ ที่เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกกับความรู้ใหม่ แล้วเปลี่ยนความคิดเดิม ๆ สู่การออกกำลังกายอย่างถูกวิธีกันให้มากขึ้นค่ะ

เลิกมองตัวเลขบนตาชั่งกันได้แล้ว !
สังเกตได้ว่าเครื่องชั่งน้ำหนักนั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนลดน้ำหนักเหล่านี้…ที่ไม่ค่อยมีความเข้าใจต่อหลักการในการลดน้ำหนักอย่างแท้จริง เราพยายามที่จะจดน้ำหนักตัวที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกเช้าที่ตื่นนอนอย่างเป็นกิจวัตรเพื่อให้ทราบผลว่า น้ำหนักตัวลดลงหรือเพิ่มขึ้นหรือไม่ บางคนที่ออกกำลังกายอย่างจริงจังบวกกับการควบคุมอาหารอย่างเหมาะสม แต่ก็ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าการลดน้ำหนักที่แท้จริงคืออะไร เมื่อไหร่ที่เห็นน้ำหนักบนตาชั่งเพิ่มขึ้น ก็ยิ่งกังวลใจและเกิดความสงสัยกับการลดน้ำหนักของตัวเอง กลายเป็นการตั้งคำถามว่า ทำไมออกกำลังกายเท่าไรน้ำหนักก็ยังไม่ลดลงซะที ?

ความเชื่อแบบนี้ควรล้มล้าง ล้มเลิก หรือควรโละมันออกจากสมองไปให้หมดสิ้นเลยค่ะ ก่อนที่มันจะเข้าไปทำลายความตั้งใจในการลดความอ้วนของเพื่อน ๆ จนไม่อยากออกกำลังกายแล้ว จากนั้นลองตั้งสติให้ดี มาทำความเข้าใจใหม่กับการลดน้ำหนักที่เราทำอยู่ทุกวันนี้อย่างถูกต้องก็คือ “การลดไขมัน” ไม่ใช่ “การลดน้ำหนัก” ซึ่งมันจะไม่มีผลเกี่ยวข้องกับเลขบนตาชั่ง และไม่จำเป็นต้องไปขึ้นชั่งน้ำหนักให้เสียอารมณ์อีกต่อไปวิธีลดไขมัน

บอกลาขาเบียด! 4 วิธี ลดต้นขาด้านใน ทำง่าย ได้ผลจริง

วิธีลดต้นขาเบื่อขาหมู ขาเบียด ขาใหญ่ เพราะทำให้ขากความมั่นใจไปโข เอาล่ะสาวๆ เชิญทางนี้ ได้เวลาบอกลาขาเบียดแล้ว ด้วยวิธี ลดต้นขาด้านใน บอกเลยว่าทำได้เองที่บ้าน และเห็นผลจริงลดต้นขาด้านใน บ๊ายบายขาเบียด

วิธีลดต้นขา

ท่า Sumo Squat วิธีลดต้นขา การสควอตคือการย่อตัวลงโดยการย่อเข่า โดยให้เข่าไม่ล้ำไปด้านหน้า แต่ดันสะโพกไปด้านหลังแทน การสควอตจะช่วยกระชับต้นขา สะโพก และหน้าท้องได้เป็นอย่างดี หากทำสควอตเป็นแล้ว และยังมีปัญหาขาเบียดอยู่ แนะนำท่าซูโม่สควอตเลยค่ะ วิธิการคือ

ยืนแยกขากว้างๆ ให้ปลายเท้าหันไปทางด้านข้างแทนที่จะยืนตรงธรรมดา
ย่อเข่าลงมา ให้ช่วงสะโพกขนานกับพื้น (ไม่ต้องย่อลงไปสุดแบบนั่งยองๆ นะ)
ค้างไว้นับ 1-5 จากนั้นยืดตัวขึ้นยืน
ทำซ้ำ 15-20 ครั้งนับเป็น 1 เซต ทำวันละ 3-4 เซต
ลดต้นขาด้านใน

ท่า Bridge Raises หรือสะพานโค้งนั่นเอง แต่ท่านี้ให้ยกแค่ช่วงสะโพกและหลังเท่านั้น

นอนราบ ชันเข่าขึ้น ให้หน้าแข้งและปลายเท้าเฉียงลง 45 องศา
ม้วนผ้าขนหนูขนาดพอดีที่จะหนีบได้ นำมาหนีบไว้ระหว่างเข่า (จะใช้หมอนก็ได้นะ)
ค่อยๆ ยกสะโพกขึ้นจนลำตัวเทลาด (ทั้งแผ่นหลังลอยเหนือพื้น) ค้างไว้ นับ 1-5 แล้วค่อยๆ กลับสู่ท่าเดิม
ทำประมาณ 15-20 ครั้ง

กระชับต้นขาด้านใน

นอนตะแคง วางข้อศอกราบกับพื้นเพื่อยันลำตัวให้ยกขึ้น ชันขาซ้ายขึ้น วางไว้ด้านหน้าขาขวา ส่วนขาขวาวางราบกับพื้น
ยกปลายขาขวาให้สูงเหนือพื้น เกร็งค้างไว้ นับ 1-5 จะรู้สึกตึงที่ต้นขา หน้าท้อง และสะโพก
ค่อยๆ กลับสู่ท่าเดิม ทำซ้ำ 15-20 ครั้ง แล้วเปลี่ยนข้าง ทำซ้ำแบบเดิม นับเป็น 1 เซต ทำอย่างน้อย 3 เซต

เหยียดขาให้สุด

ยืนแยกเท้าให้กว้างกว่าไหล่เล็กน้อย (จะถือดัมบ์เบล หรือจะเอามือท้าวเอวก็ได้)
ค่อยๆ ย่อเข่าขวาพร้อมเอียงตัวไปทางขวา โดยที่เท้าซ้ายยังคงอยู่จุดเดิม ย่อให้สุดเท่าที่จะทำได้ ให้รู้สึกว่าขาอีกข้างเหยียดจนตึง นับ 1-5 แล้วค่อยๆ ยืดเข่ากับมายืนท่าเดิม จากนั้นสลับข้าง
ทำซ้ำ 15-20 ครั้ง นับเป็น 1 เซต ทำทั้งหมด 3 เซตวิธีลดต้นขา

รู้จักสิวผดก่อนหน้าพัง! เพราะสิวผดไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแค่ฤดูร้อนเท่านั้น

สิวผดอันที่จริงแล้วไม่ใช่เฉพาะฤดูร้อนเท่านั้นที่สิวผดจะมาเยือน แต่เป็นเพราะสิวผดนั้นจะมาพร้อมกับอากาศร้อนๆ และแสงแดดจัดๆ ซึ่งไม่ว่าจะฤดูไหนเมืองไทยก็ร้อนเหมือนกันอยู่แล้ว (หน้าร้อนอาจจะหนักหน่อย ) ดังนั้น การดูแลรักษาใบหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิวผดนั้นจะต้องให้ความสำคัญกันตลอดทั้งปีเพื่อให้เราได้โชว์ผิวสวยๆ หน้าใสๆ ได้ทุกฤดูกาลค่ะ

สิวผด

สิวผด มีลักษณะเป็นตุ่มเล็กๆ นูนๆ จำนวนมาก เวลาสัมผัสจะรู้สึกไม่เรียบ เป็นเม็ดทราย กระจายทั่วใบหน้า เป็นสีแดง ทำให้ใบหน้าดูแดงๆ มีอาการคันและแสบบริเวณที่เกิดสิวผด ซึ่งที่จริงแล้วสิวผดมีความสัมพันธ์กับการเป็นผื่นมาก่อน เมื่อเกิดผื่นขึ้น การทำงานของต่อมไขมันก็ผิดปกติ เกิดการอุดตัน อาการแสบและคันก็ตามมาและเมื่อสัมผัสเข้ากับมือของเราที่เต็มไปด้วยสิ่งสกปรก เมื่อแบคทีเรียจากมือสัมผัสเข้ากับบริเวณที่มีการอุดตันของต่อมไขมันจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบขึ้นมา ผื่นจึงแปลงร่างกลายเป็นสิวอักเสบ ลุกลามไป บางครั้งก็มีหัวเป็นหนองข้างใน หรือเป็นตุ่มน้ำใสๆ ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นบริเวณใบหน้าที่ถูกแสงแดดประจำ เช่น หน้าผาก โหนกแก้ม ข้างจมูก คาง หรือในบางคนอาจมีสิวผดเกิดขึ้นบริเวณที่ไม่ได้โดนแสงแดด อย่างแผ่นหลัง บริเวณหน้าอกก็ได้

สิวผดนั้น หากลองสังเกตดูจะพบว่า จะไม่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเช้าๆ แต่มักเกิดขึ้นตอนช่วงบ่ายๆ หลังจากผิวหนังสัมผัสกับฝุ่นละอองผสมกับอากาศร้อนๆ สิวผดก็จะมาบุกโดยทันที่อย่างกับนัดกันไว้

สาเหตุของสิวผด
สิวผดเกิดได้จากหลายๆปัจจัย ทั้งจากปัจจัยภายนอกที่หลีกเลี่ยงได้ และปัจจัยภายใน ตัวการกระตุ้นสำคัญ ได้แก่

แสงแดด รังสีUV จากแสงแดดเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สิวผดกำเริบ อากาศที่ร้อนจะยิ่งทำให้ต่อมเหงื่อ ต่อมไขมันทำงานหนัก ทำให้เกิดการอุดตันได้ง่ายขึ้น

ปัจจุบันทางการแพทย์เราพบว่าเชื้อราหรือยีสต์ชนิดหนึ่ง ชื่อ P. ovale เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวผดขึ้นมา ยิ่งเมื่อเวลาอากาศร้อนๆ แล้วต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมาเยอะ นี่แหละอาหารชัั้นดีของเจ้ายีสต์ตัวนี้เลย

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าที่ไม่เหมาะสม ผิวหนังที่แห้งเกินไปก็ทำให้สิวผดเกิดขึ้นได้ เพราะมีความระคายเคืองง่าย บางคนคิดว่าเป็นสิวแล้วต้องใช้โฟมล้างหน้าควบคุมความมัน แต่ยิ่งใช้หน้ายิ่งแห้งจึงทำให้สิวผดยิ่งมา

แพ้สารเคมีในเครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่สัมผัสกับผิวหนัง เช่น โฟมล้างหน้า แชมพู ครีมนวด ที่มีส่วนผสมของสารกันเสียหรือน้ำหอม หรือมีค่าpHที่ไม่เหมาะสม

ปัจจัยภายใน เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ เครียด นอนดึก ก็ทำให้ผื่นขึ้นได้ แล้วอาจลามไปสู่การเป็นสิวผด

ฮอร์โมน เช่น ช่วงที่มีประจำเดือน การใช้ยาคุมกำเนิด การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในช่วงมีน้อง หรือหลังคลอด

สาเหตุทางพันธุกรรม เช่น การทำงานของต่อมไขมันที่มากกว่าปกติ (เป็นคนผิวหน้ามันกันตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย)สิวผด

วิธีรักษาฝ้า กระ ด้วยธรรมชาติ ประหยัดสุด เห็นผลจริง!!

รักษาฝ้า ฝ้า คือ สีผิวที่ผิดปกติบนผิวหน้า โดยสีของผิวจะเกิดจากสารหรือเม็ดสีเมลานิน (melanin) ซึ่งถูกสร้างมาจากเซลล์ผิวหนังเมลาโนไซต์ (melanocyte) ซึ่งเจริญมาจากเซลล์ระบบประสาท โดยแฝงตัวอยู่ที่ด้านล่างสุดของชั้นหนังกำพร้า ประมาณ 30-40 เซลล์ เมื่อเกิดเหตุใดๆก็ตามที่ทำให้เม็ดสีเหล่านี้ผิดปกติไป ก็จะทำให้สีของผิวบริเวณนั้นผิดปกติเกิดรอยปื้น น้ำตาล บนใบหน้า หรือ ฝ้า นั่นเอง

รักษาฝ้า

แสงแดด รักษาฝ้า มีรังสีอุลต้าไวโอเล็ต(UV – Ultraviolet) สามารถทำให้เกิดฝ้าได้ตามบริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก จมูก เหนือริมฝีปาก โดยฝ้าเกิดจากเม็ดสีเมลานนิน ซึางเม็ดสีเมลานินนี้มีหน้าที่พิเศษคือกรองรังสีอุลตร้าไวโอเล็ต (UV – Ultraviolet) ดังนั้นยิ่งเราตากแดดมาก ร่างกายก็จะสร้างเม็ดสีเมลานินเพิ่มมากขึ้น
โดยที่รังสี UVA (รังสี UV ชนิด A เป็นรังสีที่มีช่วงคลื่นยาว พลังงานต่ำ) จะกระตุ้นให้เซลล์ melanocytes สร้างเม็ดสีเมลานินได้โดยตรง กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ให้ทำงานได้มากขึ้น และทำให้เซลล์ผิวหนัง (keratinocyte) รับสารเมลานินได้มากขึ้นส่งผลให้สีผิวเข้มขึ้น จึงทำให้เกิดผิวสีคล้ำ เกิดฝ้า หรือ กระ
รังสี UVB (รังสี UV ชนิด B มีช่วงคลื่นสั้น พลังงานสูง) จะทำให้การทำงานประสานกันของเซลล์ melinocyte และเซลล์ keratinocytes ได้ดีขึ้นในการรับส่งเม็ดสีเมลานิน ถ้าได้รับมากๆ สามารถทำให้เกิดผิวไหม้ บวมแดง และหากได้รับรังสีเป็นระยะเวลายาวนาน อาจทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้

การใช้ยาบางชนิด
ยาบางชนิด สามารถไปกระตุ้นผิวหนังให้ไวต่อแสงแดด ยาที่มักจะพบว่ามีผลต่อการเกิดฝ้าคือ ยาคุมกำเนิดบางชนิด ยาแก้อักเสบเช่นเตตร้าไซคลิน (tetracyclines) อะมิโอดาโรน (Amiodarone) ซึ่งเป็นยาที่มีผลกับการทำงานของหัวใจ ฟินนีโทอีน (Phenytoin) เป็นยาที่ใช้รักษาโรคลมชักชนิดต่างๆ ฟิโนเธียซีน (Phenothiazines) เป็นยาที่ออกฤทธิ์กับระบบประสาท มีผลทำให้ง่วงนอน ซัลโฟนาไมด์ (Sulfonamides) ที่ทำหน้าที่ฆ่าเชื้อโรคบางชนิด

ภาวะบางอย่าง
ภาวะที่ทำให้เกิดฝ้าได้ คือ การตั้งครรภ์ โรคตับ โรคแอดดิสัน(พบได้น้อยมากเกิดจากต่อมหมวกไตสร้างฮอร์โมนสเตอรอยด์ได้น้อยกว่าปกติ) อีโมโครมาโทซิส(Hemochromatosis) เป็นโรคทางกรรมพันธุ์ที่เกิดจากการสะสมของเหล็กในกระแสเลือดจนทำให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ตับ และเนื้องอกใต้สมอง

วิธีรักษาฝ้า ราคาประหยัด

วิธีรักษาฝ้า ด้วยหัวไชเท้า
นำหัวไชเท้าบด ผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย แต้มที่รอยฝ้า หรือ พอกหน้าเว้นดวงตา ปาก 10 – 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น กระชับผิวอีกครั้งหนึ่งด้วยน้ำเย็น ซับหน้าให้แห้ง วิธีรักษาฝ้าด้วยหัวไชเท้านี้ ถ้าอยากให้เห็นผลดียิ่งขึ้นควรทำวันเว้นวัน (สำหรับผู้มีผิวบอบบางไม่ควรใช้สูตรรักษาฝ้าด้วยหัวไชเท้า) เท่านี้ฝ้าบนใบหน้าของคุณของคุณก็จะค่อยๆจางลง แถมยังมีสรรพคุณช่วยลดริ้วรอยบนใบหน้าได้ดีอีกด้วย

วิธีรักษาฝ้า ด้วยใบบัวบก
นำใบบัวบกมาปั่น กรองแต่น้ำใช้สำลีชุบน้ำใบบัวบกเช็ดหน้าหลังล้างหน้าก่อนนอน ใบบัวบกมีสรรพคุณในการช่วยรักษาอาการของโรคผิวหนัง โดยเฉพาะฝ้า กระ และสิว ทำแบบนี้ทุกวัน รอยฝ้า กระ ก็จะค่อยๆจางลง เป็นวิธีรักษษฝ้าที่ประหยัด และได้ผลดีมากอีกวิธีหนึ่ง

วิธีรักษาฝ้า ด้วยว่านหางจระเข้
นำว่านหางจระเข้ ที่ใบแก่ๆ มาแช่น้ำทิ้งไว้ 10 นาที แล้วลอกเปลือกออก ล้างยางให้สะอาด นำมาฝานเป็นแผ่นบางๆ หรือสะดวกจะบดก็ได้ แช่ในตู้เย็นให้ว่านหางจระเข้เย็นๆ นำมาพอกหน้า 15 – 20 นาที ล้างหน้าให้สะอาด ทำเช่นนี้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จะช่วยให้รอยฝ้ากระจางลง พร้อมทั้งช่วยลดอาการแสบไหม้ ระคายเคืองจากแสงแดดได้เป็นอย่างดี ทำให้ผิวฟื้นฟู อิ่มน้ำดีขึ้นรักษาฝ้า

อยากขาว ทำไงดี ? 10 วิธีช่วยให้ผิวขาวแบบได้ดั่งใจ

อยากขาว ต่อให้อากาศประเทศไทยจะร้อนแค่ไหน หรือแสงแดดจะแผดเผามากสักแค่ไหนก็ตาม สิ่งหนึ่งที่สาวไทยหลายคนปรารถนาก็คือ การได้มีผิวขาว กระจ่างใสดุจสาวเกาหลีนั่นเอง และแน่นอนว่า หนทางสู่ความขาวของหลายคนนั้นก็เต็มไปด้วยอุปสรรคไม่น้อยเลยทีเดียว ทำอย่างไรก็ไม่ขาวสักที วันนี้เรามีวิธีทำให้ขาว กระจ่างใส จนลืมไปเลยว่าเคยดำมาฝากสาวๆ ทุกคน ด้วย 10 วิธีนี้ เชื่อเถอะว่า มันต้องมีสักวิธีนั่นแหละที่จะเหมาะกับเรา ว่าไปแล้วก็ ลุยกันเลยดีกว่า กับ 10 วิธีช่วยให้ผิวขาวแบบได้ดั่งใจ ของเรา

อยากขาว

วิธีที่ 1 ผิวดีเริ่มที่อาหาร อยากขาว ถ้าอยากขาวกระจ่างใสจากภายในสู่ภายนอกการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และเน้นอาหารจำพวกผัก ผลไม้เยอะๆ จะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามิน ซี และวิตามิน อี อย่างเพียงพอ ซึ่งวิตามิน ซี นี่เองที่จะช่วยให้ผิวของเราดูขาวกระจ่างใสขึ้นกว่าเดิม ส่วนวิตามิน อี นั้นจะช่วยให้ผิวของเราดูชุ่มชื้น และไม่แห่งกร้าน ทำให้ผิวดูสวยใส ไม่ใช้ขาว แต่ไม่มีออร่า และที่สำคัญคือ การทานผักผลไม้เป็นประจำ จะช่วยให้ระบบขับถ่ายของเราดีขึ้น เมื่อขับของเสียออกไปได้ ผิวขาวใสก็จะตามมานั่นเอง

วิธีที่ 2 อาบน้ำขัดผิวเป็นประจำ เชื่อหรือไม่ว่า การอาบน้ำช่วยให้ผิวขาวได้ แต่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ อย่าคิดว่าตัวเองสะอาดไม่ต้องอาบน้ำ และเวลาอาบน้ำอย่าลืมขัดผิวด้วยใยขัดผิวเป็นประจำ เพื่อเป็นการขัดเอาเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้ออกไป ให้ผิวของเราได้สร้างเซลล์ใหม่ที่ใสกว่าเดิมขึ้นมาแทน วิธีการขัดตัวที่ถูกต้อง ควรขัดเป็นวงกลม ไล่จากส่วนต่างๆ ของร่างกายมายังหัวใจ จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตได้เป็นอย่างดี

วิธีที่ 3 สครับผิวอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง การสครับ หรือขัดผิวด้วยผลิตภัณฑ์ขัดผิว สัปดาห์ละครั้ง จะช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวให้เร็วขึ้น ทำให้ผิวพรรณของเราขาวใสไดเร็วกว่าเดิม แต่ที่สำคัญ คือ ไม่ว่าคุณจะสครับผิวด้วยสารจากธรรมชาติ หรือสารสังเคราะห์ ควรเลือกชนิดของสครับให้เหมาะสมกับผิวของตัวเองด้วย และไม่ควรทำบ่อยจนเกินไป เพราะจะเป็นการรบกวน และสร้างความระคายเคืองให้แก่ผิวได้

วิธีที่ 4 ทาครีมกันแดดเป็นประจำ ต่อให้คุณไม่ได้ออกไปไหน แค่นั่งเล่นคอมพิวเตอร์ในบ้าน หรือสำนักงาน ครีมกันแดดก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นเสมอ เพราะรังสียูวีนั้น สามารถเล็ดลอดเข้ามาหาเราได้ตลอดเวลา การทาครีมกันแดดทุกวันให้ติดเป็นนิสัยนอกจากจะช่วยให้ผิวของเราขาวใสแล้ว ยังช่วยป้องกันการเป็นมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย

วิธีที่ 5 ใส่เสื้อแขนยาวทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน การใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เป็นการปกป้องผิวจากแสงแดดอีกหนึ่งวิธี และแน่นอนว่าคุณอาจจะอึดอัดสักหน่อยแต่เชื่อเถอะว่า คุ้มค่าไม่น้อยทีเดียว กับผิวที่จะขาวใสขึ้น ที่สำคัญคือ การใส่เสื้อ หรือกางเกงขายาว ยังช่วยให้ผิวของคุณไม่ต้องรับความร้อนจากแดดโดยตรง ช่วยลดโอกาสที่จะเกิดการผิวไหม้จากแดด และมะเร็งผิวหนังลงได้ไม่น้อยทีเดียว

วิธีที่ 6 พอกผิวขาว การพอกผิวขาว อาจจะใช้สมุนไพร หรืออย่างอื่นก็ได้ แต่ควรทำเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อให้ผิวของเราได้รับการบำรุงอย่างสม่ำเสมอ การพอกผิวขาวนั้นมีหลายแบบตั้งแต่พอกด้วยน้ำนม พอกด้วยโคลน ไปจนถึงการพอกผิว ด้วยครีมที่ถูกออกแบบมาเพื่อ พอกให้ผิวขาวใสโดยเฉพาะ ก่อนทำการพอกผิวควรทำการทดสอบการแพ้ของผลิตภัณฑ์ที่จะนำมาพอกก่อนด้วยการ ทาลงไปที่ท้องแขนด้านใน แล้วทิ้งไว้ 24-48 ชั่วโมง หากไม่มีอาการแพ้ หรือบวม แดง เป็นตุ่ม จึงจะนำมาใช้พอกทั้งตัวได้

วิธีที่ 7 การรับประทานอาหารเสริมบำรุงผิว อาหารเสริมสำหรับการบำรุง ให้ผิวขาวใสมีหลายแบบด้วยกันตามท้องตลาด ซึ่งหากต้องการความปลอดภัย หรือมีโรคประจำตัว แนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อน โดยอาหารเสริมที่นิยมกิน เพื่อให้ผิวขาว มักจะเป็นอาหารเสริมจำพวก วิตามิน ซี วิตามิน อี วิตามิน บี3 คอลลาเจน กลูต้าไธโอน และอื่นๆ อีกมากมาย การเลือกอาหารเสริมเพื่อผิวขาว ควรเลือกอาหารเสริมที่มีหมายเลข อย. กำกับด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าปลอดภัย และไม่เป็นอันตรายกับร่างกายของเรา

วิธีที่ 8 ทาโลชั่นบำรุงผิวเป็นประจำ ผิวก็เหมือนกันอวัยวะอื่นของร่างกาย ที่จำเป็นต้องได้รับการเอาใจใส่อยู่เป็นประจำเช่นเดียวกัน สำหรับโลชั่นบำรุงผิวในปัจจุบัน มักจะมีการผสมสารไวท์เทนนิ่ง ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผิวของเราชุ่ม ชื่นและกระชับแล้ว ไวท์เทนนิ่งนี่เอง ที่เป็นส่วนสำคัญในการช่วยให้ผิวของเราขาวใสมากกว่าเดิม แต่การทาโลชั่นบำรุงผิวจำเป็นต้องทาอย่างสม่ำเสมอทุกวัน เพื่อให้เห็นผลที่ชัดเจนมายิ่งขึ้น และทำให้เนื้อครีมบำรุงผิวทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ผิวขาวอย่างยั่งยืน

วิธีที่ 9 การกรอผิวเฉพาะส่วน ( Skin Dermabration ) การกรอผิวเฉพาะส่วนนั้นนอกจากจะช่วยให้ผิวขาวใสขึ้น ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างผิวหนังขึ้นมาใหม่ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้กับผิวหนังส่วนที่ด้าน และดำมากๆ จนไม่สามารถทำให้กลับมาขาวใสด้วยวิธีการขัด เช่น ข้อศอก หรือ หัวเข่า เป็นต้น

วิธีที่ 10 การฉีดวิตามินผิวขาวเข้าผิวหนัง เป็นวิธีที่สาวๆ หลายคนเลือกใช้ เพื่อให้ได้ผิวขาวอย่างเร่งด่วน โดยสารที่นิยมนำมาฉีดเพื่อให้ผิวขาวใสนั้น ได้แก่ วิตามินซี และกลูต้าไธโอน แต่อย่างไรก็ตามสำหรับคนที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหลอดเลือด แนะนำว่าให้ปรึกษาแพทย์ก่อนทำจะดีกว่า เนื่องจากวิธีการนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับเท่าไหร่นักสำหรับวงการแพทย์ และยังไม่มีงานวิจัยมารองรับในเรื่องของผลกระทบในระยะยาว แต่หากมองในเรื่องของความสวยความงาม นับว่าเป็นวิธีที่เร็วที่สุดแล้วอยากขาว

สุขภาพผิวและความงามสิวอุดตัน สิวหัวขาว สิวหัวดำ ป้องกันและรักษาได้อย่างไรนะ

สิวอุดตัน สิวอุดตัน (comedones) เป็นปัญหาผิวพรรณที่พบได้บ่อย เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

สิวอุดตัน

Comedones สิวอุดตัน หรือสิวอุดตันเป็นสิวที่พบได้มากที่สุดจะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนขึ้นมามักจะพบบริเวณหน้าผาก คาง ทำให้ผิวหน้าดูเป็นตุ่มๆ

ชนิดของสิวอุดตัน

Open comedones หรือสิวอุดตัวหัวเปิด หรือสิวหัวดำ จะมีลักษณะเป็นตุ่มและหัวสีดำ สีดำที่เห็นคือเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วรวมกับไขมันและเชื้อแบคทีเรีย สิวชนิดนี้สามารถบีบเอาหัวสิวออกได้แต่ต้องทำให้ถูกวิธีเพราะอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อ

Closed comedones หรือสิวอุดตันหัวปิด หรือสิวหัวขาว เนื่องจากหัวปิดจึงไม่แนะนำให้บีบเอาหัวสิวออกเพราะจะเกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย เราจะสังเกตเห็นเป็นตุ่มเล็กๆ เกิดจากมีการอุดตันของท่อต่อมไขมัน

Microcomedones เป็นตุ่มเล็กๆมองไม่เห็นด้วยตา
Macrocomedones เป็นสิวหัวปิดที่มีขนาดมากกว่า 2–3 mm
A giant comedo จะมีลักษณะเป็น cyst และมีหัวสิวสีดำ

Solar comedones เป็นตุ่มที่เกิดในผู้สูงอายุพบบริเวณแก้ม เชื่อว่าเกิดจากแสงแดด
สาเหตุของสิวอุดตัน
สิวอุดตันเกิดจากต่อมไขมันมีการสร้างไขมันในปริมาณมากรวมกับเซลล์ที่ตาย และเชื้อแบคทีเรีย อุดท่อไขมันและรูขุมขนซึ่งในที่สุดจะทำให้เกดการอักเสบ ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวอุดตัน

มีการสร้างฮอร์โมนเพศชายคือ 5-testosterone (DHT) ซึ่งมีผลต่อเซลล์ผิวหนังทำให้มีการสร้างไขมันมาก
มีการลดลงของกรด linoleic acid ในไขมันทำให้เกิดขุย
มีการหลั่งกรดไขมันจากเชื้อแบคทีเรีย
ก่อนมีประจำเดือนจะมีการสร้างไขมันมากทำให้มีการอุดตัน
สารเคมีบางชนิด เช่น isopropyl myristate, propylene glycol และเครื่องสำอาง
การบีบสิว หรือการล้างหน้าอย่างแรง การลอกหน้า หรือการทำเลเซอร์ เหล่านี้จะทำให้มีการอุดตันเพิ่มเนื่องจากทำให้ต่อมขุมขนได้รับความเสียหาย
การสูบบุหรี่
อาหารที่มี glycemic index จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดสิวอุดตัน
การดูแล
ใช้สบู่อ่อนล้างหน้าวันละสองครั้ง
เลือกเครื่องสำอางที่ไม่มีไขมัน ไม่มีน้ำหอม
พักผ่อนให้เพียงพอ
ดื่มน้ำให้เพียงพอ
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
หลีกเลี่ยงอาหารที่มัน
หลีกเลี่ยงอาหารที่มี น้ำตาลหรือแป้งสูง
หยุดสูบบุหรี่
หลีกเลี่ยงแสงแดด
ไม่บีบสิว หรือล้างหน้าอย่างรุนแรงสิวอุดตัน

ชี้เป้า 8 วิตามินญี่ปุ่น ยอดนิยม เพื่อสุขภาพและความงาม หาง่ายในดรักสโตร์

วิตามินบำรุงผิว นอกจากยาแล้ว ใน Drugstore ที่ญี่ปุ่นยังเต็มไปด้วยสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามหลากชนิด ซึ่งเป้าหมายหลักของนักท่องเที่ยวชาวไทยเห็นจะหนีไม่พ้น วิตามิน เพราะ วิตามินญี่ปุ่น นั้นขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพ และสรรพคุณบำรุงร่างกายที่ดี นอกจากนี้ในบางชนิดยังช่วยเรื่องความงามอีกด้วย วันนี้เราคัดสรร 8 วิตามินญี่ปุ่น ยอดนิยม มารวมกันไว้ ชนิดไหนดี แบบไหนน่าใช้ดูเลย

วิตามิินบำรุงผิว

อย่างที่ทราบกันดีว่าวิตามินบีนั้นเป็นสารที่ร่างกายต้องการ และสังเคราะห์ขึ้นเองไม่ได้ จึงจำเป็นที่จะต้องกินในปริมาณที่เหมาะสม เพราะมีผลช่วยในการทำงานของระบบประสาทที่เหนื่อยล้าจากการทำงาน ลดอาการเหน็บชา ซึ่ง วิตามินบีรวม DHC (ビタミンBミックス ) เป็น วิตามินญี่ปุ่น ที่รวมเอา วิตามิน B1, B2, B6, B12 เอาไว้ด้วยกัน ทั้งยังมีกรดไนอาซิน ไบโอตินที่ช่วยรักษาสมดุลของผิวหนัง เป็นวิตามินที่ได้รับความนิยมจากทั้งชาวไทยและญี่ปุ่น

หลายๆ คนที่ได้ลองใช้ล้วนการันตี วิตามินบำรุงผิว ว่านอกจากช่วยเรื่องสุขภาพ บำรุงผม ผิว และสายตา แล้วยังช่วยลดการเกิดสิว ปัญหาความงามของใครหลายๆ คน ทั้งยังช่วยให้เจริญอาหาร ซึ่งแม้ว่าวิตามินตัวนี้มีกลิ่นค่อนข้างแรง แต่หลายๆ คนบอกว่าจงมองข้าม เพราะประโยชน์ที่ได้เลิศมากจริงๆ แถมราคาก็ไม่แพงด้วย

ปริมาณการรับประทาน
1 วันกิน 2 เม็ด

ราคา : 648 เยน (ขนาด 50 กรัม ทานได้ 90 วัน)

2DHC วิตามินซีแคปซูล : วิตามินญี่ปุ่น ตัวท๊อป ช่วยผิวสวย

วิตามินญี่ปุ่น ชนิดต่อไปที่เราจะมาแนะนำ จัดเป็นตัวท๊อปที่สาวๆ ต่างต้องการไปช๊อปปิ้ง เมื่อได้ไปญี่ปุ่น นั่นคือ วิตามินซีแคบซูลของ DHC ( ビタミンC(ハードカプセル)) นั่นเอง โดยในแคปซูลจะบรรจุไว้ทั้งวิตามินซี และบีสอง ถึง 1000 mg ซึ่งมีส่วนช่วยให้ผิวสุขภาพดี และเสริมให้มีความทนทานต่อแสงแดด ช่างเหมาะกับสาวเมืองร้อนอย่างสาวไทยจริงๆ

นอกจากผิวสุขภาพดี หลายๆ คน คอนเฟิร์มสุดตัวว่ายังช่วยเรื่องความกระจ่างใสด้วย และในด้านสุขภาพวิตามินซียังช่วยให้เราไม่เป็นหวัดง่ายด้วยนะ ถือเป็นช่วยด้านสุขภาพและความงามได้เป็นอย่างดีเลยจริงๆ

ปริมาณการรับประทาน
วันละ 2 เม็ด

ราคา : 679 เยน (ขนาด 150 กรัม ทานได้ 90 วัน )

3Hythiol C Plus : ลดสิว ฝ้า จุดด่างดำ

Cr: ssp.co.jp

การผสานประสิทธิภาพของวิตามินซี และ cysteine ​​L อันเป็นกรดอะมิโนที่มีส่วนช่วยสร้างกลูต้าไทโอน และวิตามินอันเปี่ยมประโยชน์ทำให้ Hythiol C Plus (ハイチオールCプラス) เป็น วิตามินญี่ปุ่น ยอดฮิตอีกชนิดที่มีส่วนช่วยให้ผิวสวย เสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิวในการต่อต้านแสงแดด ลดและบรรเทาการเกิดฝ้ากระ จุดด่างดำ ที่สำคัญยังช่วยให่ร่างกายกระปรี้กระเปร่า และบรรเทาอาการเมาค้างด้วย นับว่าคุณภาพดีสมราคาจริงๆวิตามินบำรุงผิว

(รีวิว) งั้ดดั้งให้โด่ง โดยไม่ต้องศัล

ดั้งโด่งสวัสดีค่ะ ก็อย่างว่าจะมารีวิวการงัดดั้งโด่ง ที่ตัวเราเองทำจริงๆ และมีรวิธีการทำให้ดั้งโด่งโดยไม่ต้องไปศัลที่ใหน ขอแค่ขยันแค่นั้นพอ หุหุ

ดั้งโด่ง

คือ เราเป็นคนไม่มีดั้งเลยแหมบมาก ดั้งโด่ง จนเพื่อนแซวว่าหายใจทางใหน – -… คือเพื่อนๆที่ไม่มีดั้งก็คงเข้าใจกันดีเจ็บบบปวดดดด !!!… เราก็เลยลองหาตามอินเตอร์เน็ตว่าทำไงให้ดั้งโด่ง แต่ก็มีแต่พวกศัลกรรม เราเองอายุแค่ 15 (เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาตอนนี้ 17 ปี) จะไปเอาเงินที่หนายยยยย แล้วไปเจอโพสนึง เขาาสอนการนวดจมูกเราก็เข้าไปดู รีวิวเป็นขั้นเป็นตอนเลย (ตอนนี้เราหากระทู้นั้นไม่เจอแล้วเป็นพี่ผู้ชายขอโทษด้วยยย T3T) เราก็ทำตาม มาดูวิธีการทำเลยดีกว่าา

นี้คือรูปจมูกก่อนที่เราจะนวด ตอนนี้อายุประมาณ 14-15 นี้แหละมั้ง ดูดิ แหมบบบบ T3T

มองด้านหน้ายิ่งเข้าไปใหญ่ แกหายใจทางหนายยยยยย (อายแต่อยากให้เพื่อนๆเห็นความแตกต่าง ก็ยอมมม #ใครขอย้ะ 55)

เราก็เลยต้องนวดดดดดด
1. ยกดั้งปลายจมูก ใช้นิ้วโป้ง / นิ้วชี้ คลึงบริเวณสันจมูกเกือบถึงปลาย (ลองจับดูมันจะเป็นส่วนที่เป็นโพรงจมูก) ทำการคลึงสลับกับการดึงเบาๆ ย้ำว่าเบาๆ

2. นำนิ้วชี้ทั้งสองข้างนวดบริเวณสันจมูกระดับตา นวดเบาๆ ย้ำว่าเบาๆ (นี้ง่วงนอนหรือป่าว ตาจะหลับแล้ว = =//)

สลับกับใช้ นิ้วโป้ง / นิ้วชี้ นวดเบาๆ ย้ำ !! นวดเบาๆ

แค่นี้ทำทุกวัน ตอนอาบน้ำ ตอนเข้านอนก็ได้ ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน – -?
และที่ย้ำบ่อยๆว่า นวดเบาๆ ถ้าเราไปนวดรุ่นแรง บีบคั้นมันจมูกอาจช้ำได้ และอาจทำให้เส้นเลือดฝอยใดๆในจมูกแตกได้ (สยดสยอง -0-)
เราเตยนวดแรงเพราะบ้าบออยากให้มันขึ้นๆไว้ กลายเป็นว่าช้ำ และปวดไปเลย เอาเป็ว่าค่อยทำดีกว่าสำหรับคนที่จมูกบาน หรือใหญ่
เราเป็นคนจมูกใหญ่ สังเกตเลยว่า ปากกับจมูกนี้เท่ากันเลย เหมือนผู้ชายเลยยยเราใช้การเอานิ้วชี้ทาบลงปีดจมูกนวดๆ กดๆให้โดนสันจมูก ค่อยๆนวดและก็ดึงปลายจมูกเบาๆ แต่อย่าดึงเยอะ อย่าดึงบ้อยมันทำให้จมูกแหลมเลยถ้าทำไปนาน เจอมาแล้ว แหลม -3-ข้อระวัง : อย่าไปบีบตรงปลายจมูกเด็ดขาดเพราะ ยิ่งบีบยิ่งทำให้ใหญ่ ยกตัวอย่างเวลาเราไม่สบายแล้วคันจมูกเราเอามือไปขยี้ไปบีบ จมูกจะใหญ่มหากาลมาก เจอมาแล้วเช่นเคย
แค่นี้แหละที่เหลือก็ขอแค่ขยันทำบ่อยๆ เราเริ่มนวดตั้งแต่อายุ 14-15 ช่วงม.4 อะ แล้วนวดได้ประมาณเทอมนึง แล้วเปิดเทอมมาเทอม 2 เพื่อนทักเลยว่าดั้งขึ้น จากไม่มีเลย
แค่นั้นแหละผมนี่มีกำลังใจนวดต่อเลยจ้าาาาา จนตอนนี้ ม.5 จะ ม.6 ละยังนวดอยู่ ดั้งขึ้นเยอะเลยดั้งโด่ง

[ Review ] ♥ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ ลายเส้น เสมือนจริง

คิ้วสามมิติสวัสดีค่ะ หลังจากทำ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ ที่ร้าน J&J Beauty Brow มา วันนี้เลยมาเม้าส์มอย ให้ฟังกัน หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับหลายๆ คนที่กำลังคิดจะทำคิ้ว 3 มิติอยู่นะคะ หากใครดูแล้วชอบผลงาน อยากไปทำร้านเดียวกับอั้ม เพียง Save ภาพนี้ไป เท่านั้น หากไม่แสดงภาพนี้ ไม่ได้ราคานี้นะคะ บอกเลย

คิ้วสามมิติ

ก่อนอื่น อั้มเอาภาพ ก่อนทำ และ หลังทำ คิ้วสามมิติ มาให้ดูกันก่อนเลยค่ะ อันนี้คือก่อนทำ และ หลังทำเสร็จใหม่ ๆ เลยนะคะ ที่อั้มทำนี่เรียกว่าการ เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ นะคะ แตกต่างจากกัน สักคิ้ว 3 มิติ ตรงลายเส้น ค่ะ เมื่อไปถึงร้าน อย่างแรกที่ต้องทำคือ คิด คิ้วในใจ ไปด้วยว่าอยากได้ประมาณไหน สีประมาณไหน แล้วก็บอกกับช่าง ก่อนเริ่มทำการเพ้นท์คิ้ว ทางร้านจะมีรายละเอียดแบบสอบถามให้กรอก ต้องตอบตามความจริงนะคะ

เมื่อมาถึงร้านก็คุยกับช่างเจ เม้าส์มอยกันสักพัก เพื่อให้ทราบทรงคิ้วที่เราต้องการ ช่างก็ทำการเริ่มออกแบบคิ้วให้ได้แบบที่เราต้องการ หากไม่พอใจ สามารถบอกให้ช่างแก้ไขให้ได้นะคะ โจทย์ของอั้มคือ หางห้ามต่ำกว่าหัวคิ้ว และ หัวห้ามหนา ห้ามดูแข็งทื่อ เพราะอยากเอาไว้ระบายหัวคิ้วให้ฟุ้ง ๆ จะได้ดูธรรมชาติ หากหัวคิ้วแน่นแล้ว ตื่นมาสวยเลย แต่ตอนเราจะเปลี่ยนลุก อยากแต่งแบบที่เราต้องการ มันจะแก้ยาก เลยบอกช่างไปแบบนี้ สรุปช่างดีไซน์ออกมาได้ตรงที่ต้องการเป๊ะเลยค่ะ

เมื่อออกแบบเสร็จแล้ว ก็ทำการวัดคิ้วสะหน่อยว่ามันเท่ากันไหม คือช่างค่อนข้างทำงานละเอียดตรงนี้เลิศมาก หากไปที่ไหนเขาทำเลย แบบไม่วาดทรงคิ้วให้เราดูก่อน อันนี้ไม่แนะนำนะคะ เพราะเราก็จะไม่รู้ว่า เป็นทรงที่เราชอบหรือป่าว พอไปแก้ทีนี้จะยากกว่าเดิมอีกค่ะ

เมื่อได้แบบคิ้วที่ต้องการแล้วขั้นตอนต่อมาก็คือการ ทายาชา โดยต้องทิ้งไว้ประมาณ 40 นาที เพื่อให้ยาชาออกฤทธิ์ เวลาทำจะได้ไม่เจ็บมากค่ะ ซึ่งระหว่างที่รอยาชาออกฤทธิ์นี้ อั้มก็ได้สอบถามพูดคุยและเก็บข้อมูลต่าง ๆ มาฝากด้วยค่ะ

อันนี้เป็นใบมีดที่เราใช้ในการเพ้นท์คิ้ว 3 มิตินะคะ จะเหมือนเข็มหลาย ๆ แท่งรวมกันอยู่เหมือนใบมีดบาง ๆ เวลาทำลายเส้นจะสวยพริ้วมาก เวลาทำจะค่อย ๆ ทำทีละเส้น ๆ ต่างกับการ สักคิ้ว 3 มิติ เพราะการสักคิ้ว 3 มิติ จะใช้เครื่องทำ และลายเส้นจะดูตรง ๆ แข็ง ๆ เส้นจะใหญ่กว่าแบบเพ้นท์ แต่จะได้สีที่ลึกกว่า ติดทนกว่า เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ จะอยู่ได้ประมาณ 2 ปีนะคะคิ้วสามมิติ